ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญที่มีความละเอียดอ่อนและมีส่วนช่วยในการมองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวเราได้อย่างชัดเจน แต่ในปัจจุบันมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหา “ภาวะตาแห้ง” ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในหลายๆ ด้าน ถึงแม้ว่าอาการนี้จะไม่รุนแรงจนทำให้สูญเสียการมองเห็น แต่อาจทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายตา เคืองตา และหากปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานอาจนำไปสู่โรคตาอื่นๆได้เหมือนกัน
สาเหตุของภาวะตาแห้ง
- อายุที่มากขึ้น
เมื่อเราอายุมากขึ้น การผลิตน้ำตาจะลดลงตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะตาแห้งมากขึ้น - การใช้สายตาเป็นเวลานาน
การใช้สายตาเวลานานๆ โดยไม่พักสายตา จะทำให้กระพริบตาน้อยลง ซึ่งส่งผลให้ความชื้นของน้ำตาบนพื้นผิวดวงตาลดลง จนเกิดภาวะตาแห้งได้ - การใส่คอนแทคเลนส์
การใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานานๆ สามารถดึงความชุ่มชื้นออกจากดวงตาได้ ทำให้ดวงตาแห้งและมีความเสี่ยงต่อการเกิดการระคายเคืองหรือการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น - สภาพแวดล้อม
สภาพแวดล้อมที่มีลมแรง แสงแดดจัด หรืออากาศแห้ง สามารถทำให้ความชื้นในดวงตาลดลงและทำให้เกิดภาวะตาแห้งได้เช่นกัน - การใช้ยาบางชนิด
ยาบางชนิด สามารถส่งผลข้างเคียงทำให้ดวงตาแห้งได้ ดังนั้นผู้ที่ใช้ยาดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการป้องกันและดูแลดวงตาระหว่างใช้ยา - โรคประจำตัว
โรคบางชนิด สามารถทำให้ระบบการผลิตน้ำตาทำงานได้ไม่ปกติ และทำให้เกิดภาวะตาแห้งได้มากขึ้น
อาการของภาวะตาแห้ง สังเกตอย่างไร?
ภาวะตาแห้งสามารถแสดงออกได้ในหลายลักษณะ ซึ่งอาจเริ่มต้นจากอาการเล็กน้อยและค่อยๆ รุนแรงขึ้น จนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประจำวัน ดังนั้นการสังเกตอาการของภาวะตาแห้งตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้สามารถดูแลรักษาได้อย่างทันท่วงที อาการหลักๆ ที่ควรระวัง
1. รู้สึกเคืองตาหรือแสบตา
มักจะรู้สึกระคายเคืองเหมือนมีเม็ดทรายหรือสิ่งแปลกปลอมอยู่ในดวงตา อาจมีความรู้สึกแสบตา โดยเฉพาะเวลาลืมตาในสภาพแวดล้อมที่มีลมแรงหรืออยู่ในห้องแอร์
2. ตาแดงหรือมีการอักเสบ
การที่ดวงตาแห้งจะทำให้เกิดการเสียดสีมากขึ้นเมื่อกระพริบตา ส่งผลให้ตาแดงหรือเกิดการอักเสบ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดการอักเสบของกระจกตาและเนื้อเยื่อบริเวณรอบดวงตาได้
3. ตามัวหรือมองเห็นไม่ชัด
มักจะรู้สึกว่าการมองเห็นไม่คมชัด โดยเฉพาะเมื่อมองระยะใกล้ เช่น การอ่านหนังสือ หรือใช้สายตากับจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งเกิดจากการที่ดวงตาขาดความชุ่มชื้นและคุณภาพของน้ำตาไม่เพียงพอที่จะหักเหแสงได้ตามปกติ
4. ตาล้าและรู้สึกเมื่อยตา
มักจะทำให้เกิดความรู้สึกเหนื่อยล้าตาและปวดตาได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อทำกิจกรรมที่ต้องใช้สายตาอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็น การจ้องจอคอมพิวเตอร์ การขับรถ หรือการอ่านหนังสือเป็นเวลานาน
5. มีความไวต่อแสงมากขึ้น
อาจรู้สึกไวต่อแสงมากขึ้น เมื่อเจอกับแสงแดดจ้า หรือแสงสว่างจากไฟฟ้า จะรู้สึกแสบตาหรือมีความรู้สึกไม่สบายตา ซึ่งเป็นผลมาจากความชุ่มชื้นบนพื้นผิวดวงตาที่ลดลง ทำให้ดวงตาไม่สามารถป้องกันแสงได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6. มีน้ำตาไหลมากเกินไป
ในบางกรณี การที่ดวงตาแห้งมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายตอบสนองโดยการผลิตน้ำตาออกมามากเกินไป เพื่อพยายามชดเชยความชุ่มชื้นที่ขาดหายไป แต่คุณภาพของน้ำตาเหล่านั้นจะไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ดวงตาชุ่มชื้นได้อย่างเหมาะสม
7. มีคราบน้ำตาเหนียวหรือเป็นเมือกขาว
อาจมีคราบน้ำตาเหนียวหรือเป็นเมือกขาวบริเวณรอบดวงตา ซึ่งเป็นผลมาจากการที่น้ำตาขาดสมดุล และการหลั่งน้ำตาที่ไม่ปกติ
